จีน สั่ง ระงับการปล่อยสินเชื่อเดือน เดือน มกราคม ปี 53

จีน สั่ง ระงบการปล่อยสินเชื่อเดือน ม.ค. ปี 53 พร้อมทยอยออกมาตรการควบคุมการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ หลังรัฐบาลหวั่นภาวะฟองสบู่ เหตุการณ์ดังกล่าวทำหุ้นทั่วโลกร่วงทันที...
หลังจากทยอยออกมาตรการมาตั้งแต่ต้นปีเพื่อควบคุมการลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์ หลายด้านไม่ให้มีมากจนเกินไป หรือ ถึงกับล้นความต้องการจริงจนเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น พร้อมๆกับยุติการปั่นราคาบ้าน และที่ดินที่พุ่งขึ้นทำสถิติ อย่างต่อเนื่องใน 70 เมืองตลอดช่วงปี 2552 ที่ผ่านมา ก็ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลจีน ได้มีคำสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ หลายแห่งในประเทศยุติการปล่อยสินเชื่อช่วงที่เหลือของเดือน ม.ค.ของปีนี้อย่างสิ้นเชิง เนื่องจากพบว่า ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อออกไปเป็นจำนวนมากในช่วงไม่กี่สัปดาห์ของเดือน ม.ค. ซึ่งเป็นเพียงเดือนแรกของปี
ไชน่า ซีเคียวริตี้ หนังสือพิมพ์ชั้นนำของจีน รายงานว่า มีธนาคารหลายแห่งได้รับคำสั่งให้ยุติการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด รวมถึงการออกตั๋วเงินระยะสั้นจนถึงสิ้นเดือน ม.ค.และจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ฉบับนี้ไม่ได้รายงานว่า มีธนาคารพาณิชย์รายใดบ้าง นอกจากที่ระบุชื่อไว้เพียง 3 แห่งคือ แบงก์ ออฟ ไชน่า, ไชน่าเมอร์ชานท์ แบงก์ และ อะกริคัลเจอรัล แบงก์ ออฟ ไชน่า
มีรายงานด้วยว่า แม้คำสั่งนี้จะดูรุนแรงในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ แต่ก็ไม่มีใครกล้าวิพากษ์วิจารณ์ ขณะที่นายธนาคารจำนวนมากยังปฏิเสธที่จะให้ความเห็นด้วย แต่ก็มีการเปิดเผยออกมาว่า เพียง 2 สัปดาห์แรก ธนาคารพาณิชย์ในจีนได้ปล่อยสินเชื่อออกไปแล้วถึง 1.1 ล้านล้านหยวน หรือราว 5.5 ล้านล้านบาท (5 บาทต่อหยวน) โดยไม่หวั่นไหวต่อมาตรการต่างๆที่ทางการจีนออกมาส่งสัญญาณเตือนหรือออกปากขอไว้ก่อนหน้า เพื่อสกัดกั้นไม่ให้การปล่อยสินเชื่อบ้าน และที่อยู่อาศัยสูงเกินไป จากปีก่อนที่สูงกว่า 600,000 ล้านหยวน หรือกว่า 30 ล้านล้านบาท ขณะที่บางสำนักให้ตัวเลขการปล่อยสินเชื่อในระบบสูงถึง 910,000 ล้านหยวน หรือราว 45.5 ล้านล้านบาท
สำหรับมาตรการที่ออกไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ เพื่อสกัดกั้นการปล่อยสินเชื่อในระบบก็เช่น การปรับแก้เงื่อนไขการให้สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีการขายที่อยู่อาศัยจากที่ต้องถือครอง 2 ปี เป็น 5 ปี กระทั่งถึงการปรับเกณฑ์การชำระเงินดาวน์เพิ่มขึ้นเป็น 50% จากเดิมที่ให้จ่ายเงินดาวน์ ล่วงหน้า ในอัตรา 20-30% ของมูลค่าที่ดิน กระทั่งถึงการจำกัดสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยบางประเภท หรือบ้านหลังที่สอง ขณะเดียวกัน ก็ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตั๋วเงินคงคลัง รวมถึงการสั่งให้ ธนาคารพาณิชย์ ต้องดำรงเงินสดสภาพคล่องเพิ่มขึ้นอีก 0.5%
มาตรการนี้ทำให้ ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้จีน และ ฮั่งเส็ง ของฮ่องกง ร่วงกราวรูดลงทันทีราว 1.8-2.8% เช่นเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ร่วงลงตามกัน อย่างไรก็ตาม สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน ออกมาประกาศในวันรุ่งขึ้นว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสที่ 4 ของปี 2552 ของจีน ขยายตัวสูงถึง 10.7% โดยจีดีพีตลอดปี 2552 ขยายตัว 8.4% (จากไตรมาสแรก-ไตรมาสสุดท้ายขยายตัว 6.1%, 7.9%, 8.9% และ 10.7%) สำหรับมูลค่าจีดีพีในปีที่ผ่านมาของจีน อยู่ที่ 33.53 ล้านล้านหยวน หรือราว 177.5 ล้านล้านบาท ขณะที่รายได้ต่อหัวประชากรในเมืองเพิ่มขึ้น 8.8% และชนบทเพิ่มขึ้น 8.2% ส่วนผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัวเพิ่มขึ้น 17.17% และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเขตเมืองขยายตัวเฉลี่ย 31.15% ในชนบทขยายตัวเฉลี่ย 30% และเงินเฟ้อขยายตัว 0.8%
สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน ยังเปิดเผยด้วยว่า เนื่องจากพื้นฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกยังค่อนข้างอ่อนแอ และมีความไม่แน่นอนในการปรับตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ จีนจึงจำเป็นต้องรักษาความต่อเนื่อง และความมีเสถียรภาพในนโยบายเศรษฐกิจมหภาค และจำเป็นต้องพยายามอย่างหนักในการปรับปรุงการมุ่งเน้นความสนใจ และความยืดหยุ่นของนโยบาย
ด้าน นายโดมินิก สเตราส์ คาห์น กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงในงานสัมมนาการเงินที่ฮ่องกงว่า เอเชียอาจต้องดำเนินมาตรการชั่วคราวเพื่อควบคุมการไหลบ่าอย่างร้อนแรงของเงินทุนจากต่างประเทศเช่นที่จีนพยายามจะออกมาตรการมาควบคุมเพื่อไม่ให้เงินทุนเหล่านั้นไปกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง เช่น ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มากเกินไปจนอาจเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา เสถียรภาพทางการเงิน หรืออันตรายจากภาวะฟองสบู่ ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีทางเลือกที่จะชะลอการไหลเข้าของกระแสเงินทุน ตั้งแต่การลดอัตราดอกเบี้ย การเพิ่มปริมาณทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ หรือเพิ่มความเข้มงวดในนโยบายการคลัง
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก
